ในปี 2026 ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหารธุรกิจ แต่คือ คลังสมบัติของข้อมูลสำคัญ ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเงิน ไปจนถึงสูตรการผลิต การรั่วไหลหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ธุรกิจ SME ล่มสลายได้ มาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเดิม ๆ จึงไม่เพียงพออีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยกระดับการป้องกันด้วยกลยุทธ์ที่ล้ำหน้าและปรับตัวเข้ากับภัยคุกคามยุคใหม่ นี่คือมาตรการความปลอดภัยที่ต้องจับตาและนำไปใช้ในระบบ ERP ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น SAP B1, Oracle หรือระบบอื่น ๆ
Zero Trust: ไม่เชื่อใจใครเลยแม้แต่คนใน (Zero Trust Architecture)
แนวคิดความปลอดภัยแบบเก่าที่เชื่อถือผู้ใช้งานที่อยู่ "ภายใน" เครือข่ายของคุณนั้นใช้ไม่ได้แล้วในปี 2026 Zero Trust
คือหลักการใหม่ที่กำหนดให้ ทุกการเข้าถึง (Access Request) ต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเคร่งครัดเสมอ
ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ในสำนักงานหรือทำงานจากที่บ้าน
การประยุกต์ใช้กับ ERP:
1. Micro-segmentation: แบ่งระบบ ERP ออกเป็นส่วนย่อย ๆ (เช่น โมดูลบัญชี, โมดูลสินค้าคงคลัง)
และกำหนดนโยบายการเข้าถึงที่เข้มงวดในแต่ละส่วน
ทำให้แฮ็กเกอร์ที่เจาะเข้ามาได้เพียงส่วนเดียวไม่สามารถเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่นได้
2. การยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA) แบบบังคับ: กำหนดให้ผู้ใช้ทุกคนต้องใช้ MFA ไม่ว่าจะเข้าสู่ระบบ ERP ผ่านช่องทางใดก็ตาม
การเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้และข้อมูลขณะส่ง (Encryption at Rest and in Transit)
การเข้ารหัส (Encryption) เป็นพื้นฐาน แต่ในปี 2026 คุณต้องมั่นใจว่าข้อมูลของคุณถูกเข้ารหัสในทุกสถานะ
ไม่ใช่แค่ตอนที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล
1. ข้อมูลขณะพัก (Data at Rest): ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์หรือคลาวด์ ต้องได้รับการเข้ารหัสอย่างสมบูรณ์ (เช่น ใช้ TDE
- Transparent Data Encryption) หากฐานข้อมูลถูกขโมยไป ข้อมูลนั้นก็จะอ่านไม่ออก
2. ข้อมูลขณะส่ง (Data in Transit): การสื่อสารทั้งหมดระหว่างผู้ใช้ (ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ, เว็บไคลเอนต์) กับเซิร์ฟเวอร์ ERP
ต้องใช้โปรโตคอลการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งที่สุด เช่น TLS 1.3 เพื่อป้องกันการดักฟังข้อมูล (Man-in-the-Middle Attacks)
AI และ Machine Learning เพื่อการป้องกันเชิงรุก (Proactive Defense)
ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะตรวจจับได้ทัน การใช้ AI และ ML
ในการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
1.การตรวจจับความผิดปกติ (Anomaly Detection): AI จะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน ERP "ปกติ" ของผู้ใช้แต่ละคน
หากมีการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากผิดปกติในเวลากลางคืน หรือพนักงานบัญชีพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสินค้าคงคลัง
ระบบจะแจ้งเตือนและบล็อกการเข้าถึงโดยอัตโนมัติ
2.การจัดการช่องโหว่อัตโนมัติ (Automated Vulnerability Management): ใช้ AI สแกนระบบ ERP และซอฟต์แวร์เสริมอย่างต่อเนื่อง
เพื่อค้นหาและจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขก่อน
ถึงเวลาเสริมป้อมปราการ ERP ของคุณแล้ว! ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปี 2026 ไม่ได้เลือกโจมตีเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ยังมองหา SME ที่มีช่องโหว่ การนำมาตรการเหล่านี้ไปปรับใช้กับระบบ ERP ของคุณ จะไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้าอีกด้วย
"อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความมั่นใจและการประหยัดครั้งใหญ่ สนใจโซลูชัน SAP Business One, Infor M3, หรือระบบ HMS (Helpdesk Management Service) ที่ได้รับการรับรองจาก DEPA และสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่คะ? ให้เราจัดตาราง DEMO เฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณได้เลยค่ะ!"