การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจการผลิต การควบคุมสินค้าคงคลังที่ไม่ดีอาจนำไปสู่ต้นทุนจม (Carrying Costs) ที่สูงเกินไป หรือปัญหาของขาดสต็อก (Stock-out) ที่ทำให้พลาดโอกาสในการขาย SAP Business One (SAP B1) เป็นเครื่องมือ ERP ที่มีศักยภาพสูงในการจัดการสินค้าคงคลัง แต่การใช้งานให้ "มีประสิทธิภาพสูงสุด" ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การบันทึกรายการ นี่คือแนวทางมืออาชีพที่คุณควรนำไปใช้
การจัดการ Inventory ใน SAP B1: ยกระดับประสิทธิภาพสู่มืออาชีพสูงสุด
1.การจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างแม่นยำด้วยการวิเคราะห์ ABC (ABC Analysis)
กลยุทธ์แรกคือการเข้าใจมูลค่าของสินค้าแต่ละตัวอย่างถ่องแท้ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการ
หลักการ: การวิเคราะห์ ABC แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่าการบริโภค
(มูลค่ารวมของการขายสินค้าแต่ละรายการในช่วงเวลาหนึ่ง)
กลุ่ม A (High Value): สินค้าที่มีมูลค่าสูง (มักคิดเป็น 15-20% ของจำนวนรายการ แต่สร้างรายได้ 70-80% ของมูลค่ารวม)
กลุ่ม B (Medium Value): สินค้าที่มีมูลค่าปานกลาง
กลุ่ม C (Low Value): สินค้าที่มีมูลค่าต่ำ (มักเป็นจำนวนมาก แต่สร้างรายได้รวมไม่มาก)
การประยุกต์ใช้ใน SAP B1:
- ใช้ Item Master Data ในการกำหนด Item Groups ให้สอดคล้องกับกลุ่ม ABC
- ใช้ Report Generation หรือ Queries เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้ากลุ่ม A อย่างใกล้ชิดที่สุด เช่น ตรวจนับบ่อยขึ้น
และใช้การพยากรณ์ที่ละเอียดอ่อนที่สุด
การใช้เครื่องมือพยากรณ์ของ SAP B1 อย่างเต็มศักยภาพ (Forecasting Tools)
การคาดการณ์ความต้องการเป็นกุญแจสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการขาดแคลนหรือเกินสต็อก
1.MRP (Material Requirements Planning) Module: ใช้โมดูล MRP ของ SAP B1
เพื่อสร้างแผนการสั่งซื้อและการผลิตตามความต้องการที่คาดการณ์ไว้
1.1 กำหนดปัจจัย: ป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ระยะเวลารอคอยสินค้า (Lead Time), Safety Stock และ Minimum Order Quantity เข้าไปใน
Item Master
1.2 รัน Scenario: ใช้ MRP Wizard เพื่อรันสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจาก Sales Forecast, Open Sales Orders, และ
Inventory Levels เพื่อคำนวณ Purchase Requests หรือ Production Orders ที่จำเป็น
2.Optimization: ปรับแต่งการตั้งค่า MRP อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ Planning Horizon (ขอบเขตเวลาในการวางแผน)
ให้เหมาะสมกับวงจรชีวิตสินค้า (Product Lifecycle) ของคุณ
การวิเคราะห์ต้นทุนและ KPIs หลัก (Costing & Key Performance Indicators)
การจัดการสินค้าคงคลังที่ดีต้องวัดผลได้ และ SAP B1 มีเครื่องมือรายงานที่ทรงพลัง
1.วิธีการคำนวณต้นทุน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้กำหนดวิธีการคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละรายการ (เช่น Standard Cost, Moving
Average, FIFO) และทำการ Costing Adjustment อย่างสม่ำเสมอหากมีการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน
2.KPIs ที่สำคัญ: ใช้ Pivots Tables หรือ Dashboards ใน SAP B1 เพื่อติดตาม KPIs เหล่านี้:
2.1 Inventory Turnover Ratio: วัดความถี่ที่สินค้าถูกขายและเปลี่ยนเป็นรายได้ (ตัวเลขสูง = ประสิทธิภาพดี)
2.2 Days Sales of Inventory (DSI): จำนวนวันที่ต้องใช้ในการขายสินค้าคงคลัง (ตัวเลขต่ำ = ประสิทธิภาพดี)
2.3 Fill Rate: อัตราส่วนของการสั่งซื้อที่สามารถจัดส่งได้ทันทีจากสต็อก (ตัวเลขสูง = บริการลูกค้าดี)
สรุป: เปลี่ยน Inventory ให้เป็น Asset ที่ทรงพลัง
การจัดการ Inventory ใน SAP B1 ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ใช่เรื่องของการบันทึกข้อมูลเท่านั้น
แต่คือการใช้ฟังก์ชันที่ซับซ้อนของระบบร่วมกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง การลงทุนในความแม่นยำของข้อมูล
การพยากรณ์ที่ชาญฉลาด และการวัดผลที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้สินค้าคงคลังของคุณกลายเป็น สินทรัพย์ที่ทำกำไร
ไม่ใช่ภาระที่สิ้นเปลือง
คุณต้องการเจาะลึกวิธีการตั้งค่าโมดูล MRP หรือการใช้งานฟังก์ชัน Bin Locations ใน SAP B1 โดยละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่?
"อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความมั่นใจและการประหยัดครั้งใหญ่ สนใจโซลูชัน SAP Business One, Infor M3, หรือระบบ HMS (Helpdesk Management Service) ที่ได้รับการรับรองจาก DEPA และสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่คะ? ให้เราจัดตาราง DEMO เฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณได้เลยค่ะ!"
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ